|

การที่โนบุนางะสามารถเอาชนะอิมากาว่าได้ทั้งที่มีกำลังทหารน้อยกว่ามาก
ทำให้ชื่อของเขาดังกระฉ่อนไปทั่วแผ่นดิน
แต่กระนั้นแล้วชัยชนะที่แท้จริงซึ่งโนบุนางะหวังไว้ว่าจะทำให้สำเร็จให้ได้ในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้นคือการพิชิตเมืองมิโนะ
อันเป็นเป้าหมายที่พ่อของเขาเคยตั้งมั่นไว้
ปี ค.ศ. 1561 ปีเดียวหลังจากศึกที่ช่องเขา
ที่มิโนะได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไซโต้
โยชิทัตสึได้ป่วยหนักและเสียชีวิตลง ลูกชายของเขา ไซโต้
ทัตสึโอกิ ได้ขึ้นสืบตระกูลไซโต้ปกครองดินแดนมิโนะต่อ
แต่ทัตสึโอกิเป็นคนขี้ระแวง
เขาไม่ไว้วางใจในตัวเหล่าขุนพลสำคัญที่เคยช่วยงานบิดามาก่อน
อย่างเสนาธิการทาเคนากะ ฮัมเบ และ
สามแม่ทัพแห่งมิโนะซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นกำลังสำคัญที่ได้ต่อสู้กับโนบุนางะมาตลอด
โนบุนางะรอโอกาสนี้อยู่แล้ว
จึงเข้าเกลี้ยกล่อมฮัมเบและสามแม่ทัพให้สวามิภักดิ์
ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จ
เพราะใจของพวกเขานั้นตีออกห่างทัตสึโอกิไปแล้ว
และพวกเขายังประเมินแล้วว่าการจะทำศึกเอาชนะโนบุนางะในยามนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โนบุนางะสามารถยกทัพเอาชนะศึกที่ปราสาทอินาบายามะได้อย่างไม่ยากนัก
และได้จังหวัดมิโนะอันเป็นเมืองที่พ่อตาของเขาสร้างขึ้นมาอยู่ในการปกครองมาเป็นของตน
สมดังความปรารถนาของบิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว
จากนั้นเปลี่ยนชื่อปราสาทอินาบะยามะเป็นปราสาทกิฟุ
และใช้เป็นปราสาทที่มั่นสำคัญในการปกครองโอวาริ มิโนะ
แล้วเริ่มทำการปรับปรุงสภาพการปกครองของตัวเมืองใต้ปราสาทจนเมืองกิฟุกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญอย่างสูง
และจากนั้นโนบุนางะก็พุ่งเป้าไปยังเป้าหมายต่อไป
นั่นคือการเข้าไปมีบทบาทในเมืองหลวง
ตอนนั้นญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การปกครองของโชกุนอาชิคางะ โยชิเทรุ (Achikaga
Yoshiteru) เป็นโชกุนลำดับที่ 13 แห่งรัฐบาลอาชิคางะ
ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของโชกุนอาชิคางะ โยชิฮารุ
เขาได้รับสืบทอดตำแหน่งโชกุนต่อมาจากบิดา
แต่ก็เป็นเสมือนโชกุนหุ่นเชิด
เพราะตอนนั้นผู้ที่กุมอำนาจปกครองในเมืองหลวงคือ มัตสึนากา
ฮิซาฮิเดะ และกลุ่มสามคนแห่งตระกูลมิโยชิ
โยชิเทรุต้องการจะนำอำนาจของตนกลับมา
จึงทำการประกาศศึกหลายครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลือจาก
โฮโซคาว่า นากาโยชิ
มือขมังธนูและนักการทหารชั้นยอดผู้หนึ่งของยุคนั้น
|
 |
แต่ภายหลังนากาโยชิได้ป่วยหนักและเสียชีวิตลง
โยชิเทรุซึ่งมีกำลังในมือเพียงน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งขาดแคลนกำลังทหารที่แข็งแกร่งในการรับมือกับมิโยชิ
และในที่สุดก็ถูกกลุ่มสามคนมิโยชิปลดออกจากตำแหน่งและแต่งตั้งโชกุนอาชิคางะ
โยชิฮิเดะขึ้นมาเป็นโชกุนลำดับที่ 14 ในฐานะหุ่นเชิด
โนบุนางะจึงอาศัยจังหวะที่โยชิเทรุซึ่งลี้ภัยออกมานั้น
ได้เข้ามาให้การช่วยเหลือเพื่อหวังจะใช้เป็นช่องทางสำหรับเข้ามามีบทบาทในเมืองหลวงในอนาคต
แต่ไม่กี่ปีต่อมา
หลังจากที่โนบุนางะสามารถสยบมิโนะจนราบคาบและเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ
โยชิเทรุก็เสียชีวิตลงด้วยฝีมือของกลุ่มมิโยชิ ในปีค.ศ.1565
โชกุนโยชิฮิเดะปกครองประเทศในฐานะหุ่นเชิดของกลุ่มสามคนมิโยชิ
จนถึงปี ค.ศ.1568 อาชิคางะ โยชิอากิ (Ashikaga Yoshiaki)
ซึ่งเป็นน้องชายของโยชิเทรุก็ได้คิดการที่จะล้มล้างอำนาจของกลุ่มสามคนมิโยชิ
และฟื้นฟูอำนาจของอาชิคางะกลับมาอีกครั้ง
ด้วยคำแนะนำจากซามูไรหนุ่มผู้หนึ่งนามว่าอาเคจิ มิซึฮิเดะ (Akechi
Mitsuhide)โยชิอากิจึงคิดจะขอยืมกำลังทหารจากโนบุนางะเพื่อฟื้นฟูอำนาจกลับมาอีกครั้ง
มิซึฮิเดะจึงถูกส่งไปเจรจากับโนบุนางะ
ซึ่งโนบุนางะนั้นรอคอยโอกาสนี้อยู่แล้วจึงตอบตกลง
และรีบนำกำลังทหารเคลื่อนพลไปช่วยเหลือโยชิอากิโดยทันที
กล่าวถึงมิสึฮิเดะ เดิมทีเขาเคยเป็นขุนนางใต้สังกัดของไซโต้
โดสะ และมีความสนิทสนมกับเจ้าหญิงโน
ภรรยาของโนบุนางะอยู่พอสมควร แต่เมื่อโดสะตายลง
เขาก็ได้แยกตัวออกมาและเร่ร่อนไปเรื่อย
จนกระทั่งเข้าไปทำงานรับใช้โยชิอากิในช่วงเวลาที่จนตรอกที่สุด
ประวัติศาสตร์บันทึกว่ามิสึฮิเดะเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี
มีความเฉลียวฉลาด เพลงดาบเป็นยอด รอบรู้ในการทหารและการปกครอง
รวมถึงบทกวี กริยาท่าทาง คำพูด
และการวางตัวเขายังได้รับการยกย่องอย่างสูง
เป็นที่รักของเหล่าทหารและผู้ใต้สังกัด
เรียกว่าเป็นซามูไรชั้นสูงที่มีความพร้อมทุกด้านอย่างที่หาได้ยากยิ่งทีเดียว
โนบุนางะนั้นถูกใจมิสึฮิเดะและอยากได้ตัวเขามารับใช้นานแล้ว
ตัวมิสึฮิเดะนั้นก็ต้องการจะเข้ามาทำงานให้โนบุนางะด้วย
เพราะนับแต่สิ้นโดสะ
คนที่เขามองว่าจะสามารถสยบความวุ่นวายและขึ้นครองความเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้ก็มีเพียงโนบุนางะเท่านั้น
ดังนั้นการมาครั้งนี้ของมิสึฮิเดะจึงมิใช่เพียงการมาเพื่อขอให้ช่วยเหลือโยชิอากิเท่านั้น
แต่ยังเป็นการเข้ามาขอรับใช้
โดยนำเอาของขวัญชั้นยอดที่เรียกว่าโอกาสในการเข้าเมืองหลวงอย่างชอบธรรมมาประเคนให้แก่โนบุนางะด้วย
|
 |
โนบุนางะตอบรับคำเชิญชวน
เขาได้นำกำลังยกเข้าเมืองหลวงและทำการโค่นล้มกลุ่มสามคนมิโยชิลงได้
และทำการสถาปนาโยชิอากิขึ้นเป็นโชกุนลำดับที่ 15
แห่งรัฐบาลอาชิคางะ ภายใต้การเห็นชอบจากจักรพรรดิโองิมาจิ
ส่วนโนบุนางะนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองโชกุน
แต่เขาปฏิเสธ
และขอดินแดนบางส่วนรวมถึงสิทธิ์ในการครอบครองเมืองซาไกแทน
เพราะเมืองซาไกนั้นเป็นเมืองท่าสำคัญทางการค้า
ซึ่งเปรียบไปแล้วการได้ครองเมืองซาไกก็เสมือนการได้ครอบครองกองคลังของรัฐบาล
และเขายังได้รับตำแหน่งเป็นผู้พิทักษ์โชกุนอีกด้วย
บัดนี้โนบุนางะมีอำนาจและบารมีคับเมืองหลวงแล้ว
แม้โยชิอากิจะได้ชื่อว่าเป็นโชกุน
แต่ผู้กุมอำนาจตัวจริงก็คือโนบุนางะ
เป็นอันว่าบัดนี้ยุคแห่งจอมมารได้เปิดฉากขึ้นอย่างสมบูรณ์
แต่แผ่นดินยังไม่สงบ เพราะเหล่าไดเมียวทั่วประเทศนั้นยังมีมากมาย
และทุกคนมีกำลังมากพอที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านโนบุนางะด้วยกันทั้งนั้น
ดังนั้นเป้าหมายต่อไปของโนบุนางะก็คือการปราบปรามตระกูลไดเมียวเหล่านั้น
|